HealthInspireLiving

รับมืออย่างไร! เมื่อคนใกล้ตัวเป็น โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ คุณแม่หลังคลอด หรือในเด็กเองก็เกิดขึ้นได้หากดูจากภายนอกแล้วอาการที่เห็นใกล้เคียงกับอาการเศร้าหรือเครียดทั่วไป แต่ผลกระทบนั้นรุนแรงกว่ามากที่เราจะคาดคิดเลยคะโดยส่วนใหญ่คนที่ป่วยเป็นซึมเศร้าจะไม่รู้ตัวเอง หรืออาจรู้ตัวอีกทีตอนที่โรคไปสู่ขั้นรุนแรงจนเกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว หากดูจากสถิติแล้วผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าบุคคลทั่วไปถึง 20 เท่า เลยทีเดียว

Q: โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร และเกิดขึ้นกับใคร

ทำความรู้จักโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า หรือ ภาวะซึมเศร้า (Depression) คือ โรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิดรู้สึกสิ้นหวัง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือรู้สึกว่าตนด้อยค่าแม้ความรู้สึกและอารมณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคนเป็นครั้งคราว แต่อาการของภาวะซึมเศร้านั้นมีความรุนแรงและยาวนานกว่ามากจนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ  เช่น รับประทานอาหารได้น้อยลง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุขกับชีวิต ในหัวสมองมักมีแต่ความวิตกกังวล โดยมักเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 20-30 ปี โรคความผิดปกติทางอารมณ์ส่วนใหญ่จะเริ่มพัฒนามาจากช่วงวัยรุ่นที่มีความเครียด และความวิตกกังวลสูง ทั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในคุณแม่หลังคลอดได้เช่นกัน ผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นไม่ได้ถูกจัดประเภทว่าเป็นคนบ้า หรือคนไม่ดีแต่เป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางอารมณ์ที่ควรได้รับการรักษา และทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง

“ในประเทศไทย โรคซึมเศร้า นั้นถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสุขภาพที่มีความสำคัญและน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยสังเกตได้จากข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาการฆ่าตัวตาย รวมทั้งปัญหาการทำร้ายร่างกายของตัวเองและคนรอบข้าง รายงานจิตวิทยาคลินิก ปี 2007  50 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ฟื้นตัวจาก ภาวะซึมเศร้า (Depression) ครั้งแรกมักมีภาวะซึมเศร้าซ้ำอีกหนึ่งครั้งหรือมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นถึงสองครั้ง”

โรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  1. โรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง (Major Depression) – เป็นอาการซึมเศร้าอย่างที่ส่งผลกระทบถึงชีวิตการทำงานหรือการเรียน รวมไปถึงการนอนหลับและการกินอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขอย่างรุนแรง
  2. โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Persistent Depressive Disorder)  – จะมีอาการ และความรุนแรงของอาการน้อยกว่า แต่ภาวะซึมเศร้าชนิดนี้จะคงอยู่กับผู้ป่วยยาวนานกว่ามากเป็นเวลาอย่างน้อยตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไปซึ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรังก็อาจมีบางช่วงเวลาที่ต้องเผชิญภาวะซึมเศร้าชนิดรุนแรงร่วมด้วย
  3. โรคซึมเศร้าอารมณ์ตก Bipolar หรือ Manic-depressive Illness – ผู้มีภาวะซึมเศร้าบางคนอาจมีความผิดปกติแบบอารมณ์สองขั้วร่วมด้วย (bipolar disorder) เป็นโรคซึมเศร้าชนิดที่ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ ซึ่งเป็นลักษณะที่มีอารมณ์แปรปรวนรุนแรงสลับไปมาระหว่าง ความคิดฟุ้งซ่านขาดสติ (Mania) และ ภาวะซึมเศร้า (Depression)

โรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็น 3 ประเภท เครดิตภาพ:Pngtree

Q:โรคซึมเศร้า โรคเครียด ไบโพลาร์ คือโรคเดียวกันหรือมั้ย

โรคซึมเศร้า โรคเครียดต่างกันอย่างไร

  • ความเครียดจากโรคซึมเศร้า – คือจะเกิดขึ้นใน “ระยะยาว” การปล่อยผ่านโดยรู้สึกว่ามันเป็นแค่ความเครียดจะไม่ช่วยทำให้อาการดีขึ้น แต่จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาเนื่องจากสารเคมีในสมองผิดปกติ เพราะความเศร้าจะควบคุมความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา
  • ความเครียดไม่ใช่โรคซึมเศร้า – ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใดก็ตามก็จะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ไม่นานก็จะกลับมาเป็นปกติ

อาการของโรคซึมเศร้า

  • การช้อปปิ้งอย่างบ้าคลั่ง
  • การดื่ม การสูบบุหรี่อย่างหนัก
  • การแสดงออกทางอารมณ์ที่สุดเหวี่ยง
  • น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้นความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไปกระหน่ำกินอย่างบ้าคลั่งและตามมาด้วยโรคอ้วน
  • หลงๆ ลืมๆ  นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
  • รู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
  • ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
  • ไม่ใส่ใจตนเอง อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
  • คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย

**หากมีอย่างน้อย 5 อย่างหรือมากกว่าติดต่อกันอย่างน้อย 14 วันและมีอาการเหล่านี้อยู่เกือบทั้งวัน ถือว่าเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า**

ปัจจัยสาเหตุของการเกิดโรค

  1. ภาวะเจ็บป่วยที่สามารถทำให้เกิดการเสียชีวิต เช่น โรคมะเร็ง หรืออาการปวดเรื้อรังโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไทรอยด์ โรคภูมิแพ้ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคสมองเสื่อม  
  2. ภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม ชีวิตที่เครียด เช่นปัญหาการหย่าร้าง หรือขัดสนเงินทอง
  3. พันธุกรรม มีความผิดปกติของอารมณ์และการฆ่าตัวตายของคนในครอบครัว
  4. ภาวะบาดเจ็บหรือการถูกล่วงละเมิดในวัยเด็กซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระยะยาวจากการสั่งการของสมองเพื่อจัดการกับความกลัวและความเครียด
  5. โครงสร้างสมองและการใช้สารเสพติด
  6. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเช่นฮอร์โมนจากภาวะตั้งครรภ์หรือภาวะต่อมไทรอยด์ผิดปกติ

“จากสถิติผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมี ภาวะซึมเศร้า (Depression) มากกว่าผู้ชายถึง 70 เปอร์เซ็นต์ คนที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี มีแนวโน้มที่จะมีภาวะซึมเศร้า มากกว่าคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไปถึงร้อยละ 60 ทั้งนี้ในปี 2557 กรมสุขภาพจิตของไทยได้คัดกรองกลุ่มเสี่ยงจำนวน 12 ล้านคน ในจำนวนนี้มีแนวโน้มป่วยโรคซึมเศร้า 6 ล้านคน ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคซึมเศร้า 5 แสนคน มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย 6 แสนคน และคาดว่าคนไทยน่าจะมีภาวะซึมเศร้าถึงประมาณ 1.2 ล้านคน” อ้างอิงข้อมูล: Pobpad

ประเภทของโรคซึมเศร้าอื่นๆ

  1. Postpartum Depression – โรคซึมเศร้าหลังคลอดบุตรมารดาหลังภาวะคลอดบุตรมักมีอาการซึมเศร้าที่รุนแรง และนานกว่าปกติ ภาวะซึมเศร้าที่คุณแม่มือใหม่มักเจอหลังคลอดจะเรียกว่าแบบ “Baby blues”
  2. Seasonal Affective Disorder หรือ SAD – โรคซึมเศร้าตามฤดูกาลเป็นภาวะซึมเศร้าในช่วงฤดูหนาว และบางครั้งก็เกิดภาวะช่วงฤดูใบไม้ร่วงมักเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศที่มีแสงแดดน้อย
  3. Premenstrual Dysphoric Disorder – โรคซึมเศร้าก่อนมีรอบเดือนซึ่งเป็นอาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนและหลังช่วงมีประจำเดือนของผู้หญิง
  4. Psychotic Depression – โรคซึมเศร้าโรคจิตเป็นภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่เกิดในผู้ป่วยโรคจิต (Depression) มักเกิดพร้อมอาการทางจิตเช่น เช่นเห็นภาพลวงตาและภาพหลอน

วิธีการรักษาอย่างถูกต้อง

  • รักษาด้วยยา – วิธีการให้ยาแก้โรคซึมเศร้า (antidepressant drugs) มีอยู่หลายชนิด มีทั้งชนิดที่ทำให้ง่วงและที่ไม่ง่วงยาแก้โรคซึมเศร้าจะไม่ทำให้เกิดการเสพติด และผู้ป่วยสามารถหยุดยาได้เมื่อหมดความจำเป็น

แนะนำ: ยาชนิดนี้จะออกฤทธิ์ค่อนข้างช้า ต้องรับประทานยาต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ จึงเริ่มเห็นว่าอารมณ์แจ่มใสขึ้น และมักต้องใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ยาจึงจะออกฤทธิ์เต็มที่

  • รักษาแบบไม่ใช้ยา – การเปลี่ยนความคิดพิชิตโรคซึมเศร้าวิธีนี้โดยการบำบัดนั้นจะช่วยให้ผู้ที่ซึมเศร้าค้นพบความคิดและความเชื่อในทางลบหรือไม่ดีต่อสุขภาพและเปลี่ยนความคิดและความเชื่อเหล่านั้นเป็นในทางบวกซึ่งมีประสิทธิภาพในการบำบัดความเจ็บป่วยทางจิตใจได้หลายประเภท

แนะนำ: จิตบำบัดเพียงอย่างเดียวอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่ซึมเศร้ารุนแรงมาก

  • การกระตุ้มสมองด้วยแม่เหล็ก – เป็นการบำบัดด้วย การช็อตไฟฟ้า (Electroconvulsive therapy) หรือ อีซีที (ECT) การรักษานี้จะทำให้ชักช่วงสั้นๆซึ่งควบคุมได้โดยส่งผลต่อเซลล์ประสาทและสารเคมีในสมองส่วนใหญ่จะต้องรักษาสี่ถึงหกครั้งก่อนจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

แนะนำ: หลังการรักษาอาจมีผลข้างเคียงชั่วคราวได้แก่ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ สับสน และความจำเสื่อม

  • ธรรมชาติบำบัด – เป็นการรักษาโดยใช้วิธีธรรมชาติหรือเป็นการรักษาโดยทำเป็นกิจกรรมประจำวันของผู้ป่วยได้ เช่นออกกำลังกาย โยคะ การทำสมาธิ การฝังเข็มอาจส่งผลดีต่อสารสื่อประสาท

แนะนำ: อาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยรักษาโรคซึมเศร้า แต่ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ผลในการรักษาคะ

สำคัญคือ การอยู่ร่วมกับผู้ป่วย อย่าพยายามบอกเค้าว่าต้องสู้ ต้องทำได้ อย่าพยายามละเลยแกล้งทำเป็นไม่เห็น ไม่รับรู้ ไม่สนใจ หรือตอกย้ำในสิ่งที่เค้ากำลังเป็น พยายามทำความเข้าใจให้ความรัก และความสนใจกับเค้าหากิจกรรมทำร่วมกัน พาเค้าออกไปเจอโลกภายนอกหามุมมองใหม่ๆ ให้เค้าบ้างพยายามเข้าใจรับฟังเค้าในทุกๆ เรื่องที่เค้าพยายามบอกถึงแม้มันจะทำให้คุณรำคาญก็ตาม อย่าทิ้งให้เค้าอยู่คนเดียวหากช่วงนั้นเค้ามีอาการ หากไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรก็แค่อยู่ข้างๆ กันก็พอหาจุดสมดุลระหว่างเค้าและคุณให้เจอแค่นี้การอยู่ร่วมกันกับผู้ป่วยก็ไม่ยากจนเกินไปแล้วคะ และสิ่งที่ควรรู้ คือโรคเครียด โรคไบโพลาร์ และโรคซึมเศร้า ไม่ใช่โรคเดียวกันแต่มีภาวะการเป็นโรคคล้ายคลึงกันสามารถรักษาให้หายขาดได้ค่ะ

อ้างอิงข้อมูล: .honestdocs,

Previous post

ชัวร์ก่อนแชร์ - ผงชูรส อันตรายจริงหรือ

Next post

ผิวแพ้ง่าย เลือกใช้โฟมล้างหน้าอย่างไรดี

Orange

Orange

No Comment

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *